2007/May/30

KaiwadYai
เป็นที่ทราบดีว่าถ้าเกิดการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ ณ ภูมิภาคใดก็ตามอาจจะเกิดแพร่กระจายอย่างกว้างขวางภายในเวลาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนเท่านั้นการป้องกันล่วงหน้าโดยสุขอนามัยส่วนบุคคลและแยกตัวจากผู้ป่วยจึงไม่เพียงพอโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ ผู้มีถุงลมโป่งพองและผู้สูงอายุ ซึ่งจะติดเชื้อและมีภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย ดังนั้น การป้องกันโดยการใช้วัคซีน จึงเป็นอีกมาตรการเสริมวิธีหนึ่งที่จะนำมาใช้ในการป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ นอกจากจะป้องกันการเจ็บป่วยแล้วยังจะเป็นการป้องกันมิให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา


วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่มีอยู่ด้วยกัน 4 ชนิด เป็นวัคซีนเชื้อตายสามชนิด ส่วนอีกชนิดเป็นวัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ วัคซีนชนิดเชื้อตายเป็นวัคซีนที่ใช้กันแพร่หลายมากที่สุด โดยส่วนใหญ่เป็นวัคซีนที่เตรียมจากการเลี้ยงไวรัสในไข่ไก่ฟักวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ เป็นวัคซีนที่ผลิตจากไวรัสที่ผ่านกระบวนการทำให้อ่อนฤทธิ์ในการก่อโรค แต่ยังมีความสามารถที่จะกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิต้านทานได้กระบวนการดังกล่าวอาจทำโดยการเพาะเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ในไข่หรือเซลล์เพาะเชื้อในสภาพสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน


อาการไม่พึงประสงค์จากการใช้วัคซีนมีอาการอ่อน ๆ โดยอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา ปวดศีรษะ ไอ เจ็บคอ อ่อนเพลีย มีความรู้สึกไวและปวดตามกล้ามเนื้อ

ผู้ที่ห้ามใช้วัคซีนนี้ได้แก่ ผู้ที่แพ้โปรตีนจากไข่ไก่ หรือผลิตภัณฑ์จากไข่ เด็กหรือผู้ใหญ่ที่มีความจำเป็นต้องกินยาแอสไพรินเป็นประจำ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผู้ที่กินยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ที่มีประวัติเป็นโรคหอบหืดผู้ที่มีประวัติเป็นโรคไต และหญิงตั้งครรภ์


หลังจากได้รับวัคซีนแล้วให้เลี่ยงไม่ไปคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันเสื่อมเป็นเวลาสามสัปดาห์หลังได้รับวัคซีน เพราะอาจจะมีการแพร่เชื้อไวรัสจากวัคซีนให้บุคคลต่าง ๆ เหล่านั้นได้ แม้ว่าจะอ่อนฤทธิ์ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติแต่อาจกลับกลายก่อฤทธิ์ได้ในผู้ที่มีภูมิกันผิดปกติจนทำให้เกิดโรคได้

ข้อบ่งชี้
1. วัคซีนที่ใช้ป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่ จะต้องมีไวรัสเอสองชนิด(H3N2 และ H1N1) และไวรสบีหนึ่งชนิด
2. กลุ่มเป้าหมายที่ต้องฉีดวัคซีน ได้แก่ เด็กอายุ 6-23 เดือน กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงในการที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ เช่น บุคคลที่อายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ใหญ่หรือเด็กที่มีโรคปอดเรื้อรัง โรคระบบหัวใจ ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอยู่เป็นประจำด้วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคเลือดเป็นต้น
ข้อห้าม บุคคลที่ห้ามฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ คือ ผู้ที่มีประวัติแพ้ไข่ไก่จะต้องแจ้งแพทย์เพื่อใช้ยากินป้องกันแทน คนที่เคยแพ้วัคซีนชนิดอื่นมาก่อนและผู้ที่กำลังมีไข้

แหล่งอ้างอิง
วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ และคณะ. (2548). วัคซีนและโรคติดเชื้อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน

2007/May/29


ไข้หวัดใหญ่ พบได้ในทุกช่วงอายุ พบมากเป็นพิเศษในเด็ก
แต่อัตราการตายมักจะพบในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 65 ปี หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว
เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต เป็นต้น
ไข้หวัดใหญ่ต่างจากไข้หวัดธรรมดาอย่างไร

ไข้หวัดธรรมดาเป็นการติดเชื้อไวรัส ทำให้เกิดอาการน้ำมูกไหล มีไข้แต่ไม่สูงนัก
สำหรับไข้หวัดใหญ่เป็นการติดเชื้อ Influenza virus เป็นการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ
อาจจะลามไปสู่ปอด ผู้ป่วยจะมีอาการค่อนข้างเร็ว มีไข้สูงกว่าไข้หวัดธรรมดา
ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ติดต่อได้ง่าย โดยเชื้อจะผ่านเข้าทางเยื่อบุตา จมูก
และปาก เชื้อโรคมาจากน้ำมูกหรือเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อกันโดยการหายใจ
การสัมผัสสิ่งที่ปนเชื้อโรค เช่น ผ้าเช็ดหน้า ช้อน แก้วน้ำ
หรือการที่มือไปสัมผัสเชื้อแล้วมาขยี้ตาหรือเอาเข้าปาก

อาการของโรค
1.ไข้หวัดใหญ่ที่ไม่มีโรคแทรกซ้อน จะมีระยะฟักตัวประมาณ 1-4 วัน
ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียอย่างฉับพลัน เบื่ออาหาร คลื่นไส้
ปวดศีรษะอย่างรุนแรง ปวดตามแขนขา ปวดข้อ ปวดรอบตา ปวดเมื่อยตามตัว
เจ็บคอ มีน้ำมูกใส ไอแห้งๆ ตามตัวจะร้อน แดง ตาแดง
มีอาการอาเจียนหรือท้องเดิน มีไข้สูง 39-40 องศาเซลเซียส อยู่ 2-4 วัน
แล้วค่อยๆ ลดลง แต่อาการคัดจมูก และแสบคอยังคงอยู่ โดยทั่วไปจะหายภายใน 1 สัปดาห์

2.สำหรับรายที่เป็นรุนแรงมักเกิดในผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังอยู่ก่อน
มักจะเกิดโรคแทรกซ้อนที่ระบบอื่นๆด้วย เช่น
- อาจพบการอักเสบของเยื่อหุ้มหัวใจ ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยหอบ เจ็บหน้าอก หรือหัวใจวาย
- ระบบประสาท พบเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะปวดศีรษะมาก และซึมลง
- ระบบหายใจ มีหลอดลมอักเสบ และปอดบวม ผู้ป่วยจะแน่นหน้าอก และเหนื่อย
โดยทั่วไปไข้หวัดใหญ่มักจะหายในไม่กี่วัน แต่ก็มีผู้ป่วยบางรายที่มีอาการไอ
และปวดตามตัวนานถึง 2 สัปดาห์ ส่วนผู้ที่เสียชีวิตมักจะเกิดจากปอดบวมและโรคหัวใจ
หรือโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่

หากมีการติดเชื้อแบคทีเรีย อาจจะทำให้เป็นปอดบวม ฝีในปอด หนองในช่องเยื่อหุ้มปอด
สำหรับไข้หวัดใหญ่ในหญิงมีครรภ์ มักจะเป็นชนิดรุนแรงและมีอาการมาก และอาจทำให้แท้งได้
ระยะติดต่อ

- ระยะเวลาที่ติดต่อ คือ 1 วันก่อนเกิดอาการ และ 5 วันหลังจากมีอาการ
- ในเด็กอาจจะแพร่เชื้อ 6 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้นาน 10 วัน

ผู้ป่วยควรพบแพทย์เมื่อไร ไข้หวัดใหญ่สามารถหายเองได้ แต่หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์
ในเด็กควรจะปรึกษาแพทย์เมื่อ
- มีไข้สูงและเป็นเวลานาน
- ให้ยาลดไข้แล้ว ไข้ยังสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส
- หายใจหอบหรือหายใจลำบาก
- ไข้ลดลง แต่ยังหายใจหอบ
- มีอาการมากกว่า 7 วัน
- ปลายมือ ปลายเท้าเขียว
- ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารไม่ได้
- เด็กซึมลง ไม่เล่น
สำหรับผู้ใหญ่ควรจะปรึกษาแพทย์เมื่อ
- มีไข้สูงและเป็นเวลานาน
- หายใจลำบากหรือหายใจหอบ
- เจ็บหรือแน่นหน้าอก
- หน้ามืดเป็นลม
- อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้
การป้องกัน
- ล้างมือบ่อยๆ
- หลีกเลี่ยงการเอามือเข้าปากหรือขยี้ตา
- อย่าใช้ของส่วนตัวร่วมกับคนอื่น เช่น แก้วน้ำ
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
- ใช้ผ้าปิดปากและจมูก เวลาไอหรือจาม

การฉีดวัคซีน
การฉีดวัคซีนเป็นวิธีป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่ได้ผลมากที่สุด
สามารถลดอัตราการติดเชื้อและลดการเกิดโรคแทรกซ้อน
วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อที่ตายแล้ว
โดยฉีดที่แขนปีละครั้ง หลังฉีด 2 สัปดาห์ภูมิคุ้มกันจึงจะสูงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อ
แต่จะเลือกฉีดให้กับผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนคือ
- ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี
- ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น โรคไต โรคหัวใจ โรคตับ
- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
- ผู้ป่วยโรคเอดส์
- หญิงตั้งครรภ์ 3 เดือนขึ้นไป และมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่
- ผู้ที่อาศัยในบ้านพักคนชรา
- เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
- สมาชิกในครอบครัวที่เป็นโรคเรื้อรัง
- นักเรียนที่อยู่รวมกัน
- ผู้ที่จะไปเที่ยวหรือศึกษาต่อ ณ แหล่งระบาดของไข้หวัดใหญ่
ผลข้างเคียงของวัคซีน
จะเจ็บบริเวณที่ฉีดแต่ไม่มากนัก และจะหายภายใน 2 วัน อาการทั่วๆ ไป
คือ มีไข้ ปวดตามตัวหลังจากฉีดวัคซีนประมาณ 6-12 ชั่วโมง บางรายอาจจะมีผื่นลมพิษ
ริมฝีปากบวม
ข้อห้ามของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ คือ ผู้ที่มีประวัติแพ้สารโปรตีน ประเภทไข่

2007/May/28

ไข้หวัดใหญ่ ใครว่าไม่น่ากลัว
ตามประวัติเคยระบาดร้ายแรงมาแล้ว

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่เคยล้างผลาญชีวิตมนุษย์อย่างร้ายแรงมาแล้ว
ในอดีต ปี พ.ศ.2461 เป็นครั้งแรกที่มีรายงานการระบาด
ของ Spanish Flu จาก subtype H1N1
ที่ทำให้คนทั่วโลกเสียชีวิตราว 20-40 ล้านคน
ต่อมามีการระบาดที่มีชื่อว่า Asian Flu (H2N2)
และ Hong Kong Flu (H3N2) ในปี พ.ศ.2500 และ 2511


ครั้งล่าสุดคือปี 2520 เป็นการระบาดของ Russian Flu (H1N1) ศูนย์ความร่วมมือเพื่อวิจัยและอ้างอิงขององค์การอนามัยโลกเตรียมแผนไว้หลายอย่างเพื่อรองรับการระบาดใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แผนการที่สำคัญที่สุดคือ ความร่วมมือของเครือข่ายการเฝ้าระวังไข้หวัดใหญ่ระดับชาติ และได้ให้การรับรองศูนย์ไข้หวัดใหญ่แห่งชาติทั่วโลก 110 แห่ง ใน 82 ประเทศ เครือข่ายเหล่านี้เปรียบเสมือนเป็นด่านแรกที่จะช่วยป้องกันและควบคุม pandemic ที่จะมีขึ้นในอนาคต กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ซึ่งเป็นศูนย์ไข้หวัดใหญ่แห่งชาติที่องค์การอนามัยโลกรับรองตั้งแต่ปี พ.ศ.2515 ได้ดำเนินการเฝ้าระวังการผันแปรของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ทางห้องปฏิบัติการ พบว่าแยกเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ตลอดปีและแยกได้มากในช่วงมกราคมถึงมีนาคม และมิถุนายนถึงตุลาคม สายพันธุ์ที่แยกได้พบสายพันธุ์ใหม่ๆเกือบทุกปีและเป็นสายพันธุ์คล้ายคลึงกับที่ทำให้ระบาดทั่วภูมิภาคของโลกในระยะเวลาใกล้เคียงกัน ปี พ.ศ.2543-2544 influenza A สายพันธุ์ที่แยกได้ ได้แก่ A/New Caledonia/20/99(H1N1) และ A/Moscow/10/99(H3N2) ส่วน influenza B สายพันธุ์ใหม่ล่าสุดที่แยกได้คือ B/Sichuan/379/99

คาดว่าสายพันธุ์เหล่านี้จะแพร่ระบาดต่อไป การศึกษาสายพันธุ์จะเป็นประโยชน์ในการบริหารวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยป้องกันและควบคุมโรคได้สำเร็จดังเช่นการหยุดยั้งไข้หวัดนกที่ฮ่องกง ไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้ออุบัติการใหม่และอุบัติการซ้ำ องค์ประกอบสายพันธุ์วัคซีนจึงต้องปรับเปลี่ยนให้ทันกับการแปรเปลี่ยนของตัวเชื้อไวรัส เพื่อให้วัคซีนมีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันโรค ผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลกพิจารณาคัดเลือกสายพันธุ์วัคซีน
จากการรวบรวมข้อมูลสายพันธุ์พื้นเมืองของประเทศเครือข่ายทั่วโลก
และประกาศวัคซีนไข้หวัดใหญ่ใช้ปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกสำหรับประเทศทางแถบซีกโลกเหนือในเดือนกุมภาพันธ์
และครั้งหลังในเดือนตุลาคมเพื่อใช้ในแถบประเทศซีกโลกใต้ ปี พ.ศ.2544-2545 องค์ประกอบสายพันธุ์วัคซีนที่ประกาศใช้นั้นคือ A/New Caledonia/20/99(H1N1)-like strain A/Moscow/10/99(H3N2)-like strain และ B/Sichuan/379/99-like strain

ข้้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลโรคติดเชื้อ และพาหะนำโรค
http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_nih/a_nih_1_001c.asp?info_id=28